วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ประเพณีลอยกระทง

ลอยกระทงเป็นประเพณีเก่าแก่ของล้านนาไทย การลอยกระทงของล้านนาที่เรียกว่า ลอยโขมด หรือลอยไฟ อันเป็นต้นประเพณีลอยกระทงของไทยนั้น เป็นการจัดแต่งเครื่องสักการบูชาแล้วใส่กระทงปล่อยลอยไปตามน้ำ เพื่อระลึกถึงญาติพี่น้องที่อยู่ห่างไกล
ตำนานเมืองเหนือกล่าวถึงการลอยกระทงของล้านนาว่า เริ่มมีราวปี พ.ศ. 1596 ในสมัยพระเจ้ากมลราชปกครองเมืองหริภุญไชย ซึ่งเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากในสมัยนั้น และหลังจากที่พระเจ้ากมลราชสวรรคตไปแล้ว เกิดอหิวาตกโรคระบาดไปทั้งเมือง ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ชาวหริภุญไชยที่เหลือต่างก็พากันหนีความตาย ทิ้งบ้านทิ้งเมืองไปจนหริภุญไชยกลายเป็นเมืองร้าง โดยหนีไปอาศัยอยู่ที่เมืองพุกาม เมืองสุธรรมนคร จนถึงเมืองหงสาวดี ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับจากชาวเมืองนั้นๆเป็นอย่างดี เพราะชาวเมืองหริภุญไชยและเมืองหงสาวดีพูดภาษาเดียวกัน คือ เม็ง กับ มอญ หลังจากเวลาล่วงเลยมาได้ระยะหนึ่ง โรคภัยต่างๆที่เคยระบาดอยู่ในเมืองหริภุญไชยก็สงบลง ชาวเมืองหริภุญไชยต่างพากันกลับมายังบ้านเมืองของตน แต่ก็มีบางพวกไม่ยอมกลับมา เนื่องจารกมีครอบครัวอยู่ที่เมืองนั้นๆแล้วจึงตั้งรกรากอยู่ที่นั่นเลย ด้วยเหตุนี้ชาวเมืองหริภุญไชยจึงจัดแต่งเครื่องสักการบูชาปล่อยลอยไปตามน้ำเพื่อเป็นการระลึกถึงญาติพี่น้องที่อยู่ที่นั่น และสืบเนื่องเป็นประเพณีลอยกระทงตั้งแต่นั้นสืบมา แต่ในการลอยกระทงครั้งนั้นไม่เหมือนกับในปัจจุบันนี้ คือ ในสมัยนั้นชาวล้านนาจะสร้างกระทงเป็นเรือน หรือเป็นสำเภา แล้วบรรจุสิ่งของต่างๆ เช่น เสื้อผ้า ข้าวปลาอาหาร ของกินของใช้ต่างๆ ที่จำเป็นใส่ลงในเรือน หรือสำเภานั้นๆ จากนั้นก็จุกประทีปให้สว่างไสวแล้วก็ปล่อยลอยไปตามกระแสน้ำ เพราะชาวล้านนาเชื่อว่ากระแสน้ำจะพัดพาสิ่งของต่างวๆไปให้กับญาติพี่น้องของตนที่อยู่ที่เมืองหงสาวดี หรืออาจจะเป็นการแสดงออกถึงการรู้คุณของบุคคลก็ได้
รถขบวนแห่ลอยกระทง

ปัจจุบันการลอยกระทงที่เชียงใหม่ซึ่งสืบเนื่องมาจากล้านนาเป็นการลอยเพื่อปล่อยความทุกข์โศก สิ่งที่เป็นเคราะห์ สิ่งที่ไม่ดีต่างๆออกไป หรือเป็นการขอขมาลาโทษแก่พระแม่คงคา ที่ได้ทำความสกปรกให้แก่แม่น้ำ และอธิษฐานขอพรต่างๆ ตามที่ตนปรารถนา ชาวเชียงใหม่มักจะนิยมทำกระทงเล็กๆ แล้วนำไปลอยในแม่น้ำลำคลองใกล้บ้านในคืนวันยี่เป็ง ขึ้น 14 – 15 ค่ำ กระทงเล็กที่ชาวเชียงใหม่ในสมัยก่อนทำนั้น จะใช้กากมะพร้าวที่มีลักษณะโค้งเหมือนหัวเรือเป็นตัวกระทง แล้วเอากระดาษแก้วมาประดับตกแต่งให้เป็นรูปนก วางประทีป และดอกไม้ไว้ภายใน ในปัจจุบันกระทงเล็กได้พัฒนาไปมาก มีการใช้ใบตอง กาบกล้วย หรือกระดาษทำเป็นรูปดอกบัวอย่างที่พบเห็นกันอยู่ทุกวันนี้
ส่วนกระทงใหญ่ที่ชาวบ้านร่วมกันทำจะลอยในวันแรม 1 ค่ำ ในช่วงวันเวลานี้วัดวาอารามและบ้านเรือนจะถูกจัดประดับตกแต่งให้สวยงามด้วยต้นกล้วย ต้นอ้อย ก้านมะพร้าว ดอกไม้นานาชนิด ประดับด้วยโคมไฟที่สวยงาม มีรูปสัตว์ต่างๆอยู่ในโคม หรือแขวนตั้งไว้ เมื่อจุดไฟแล้วจะเห็นเป็นภาพสัตว์ต่างๆ ตามภาษาพื้นเมืองเรียกว่า โคมผัค และบริเวณโดยรอบก็จะจุดเทียนหรือดวงประทีปไว้รอบๆ เพื่อเป็นการบูชาระลึกถึงพระพุทธเจ้า นอกจากนั้นตามวัดต่างๆ จะมีการทำบุญในตอนเช้า ชาวบ้านจะนำข้าวปลาอาหารมาถวายพระสงฆ์เพื่ออุทิศส่วนกุศลให่แก่บรรพบุรุษของตน เรียกว่า ทานขันข้าว ในตอนบ่ายจะมีการฟังเทศน์มหาชาติ พระธรรมถึกผู้เทศน์จะต้องเทศน์ให้ฟังอย่างสนุกสนานและได้ข้อคิดทางธรรมะไปพร้อมๆกัน เรื่องที่นิยมนำมาเทศน์ ก็เช่น กัณฑ์มัทรี ชูชก หรือที่เรียกว่า ตุ๊จ๊ก พอใกล้ค่ำชาวบ้านจะนำผางผะติ๊ด(ถ้วยประทีป)มาที่วัด เพื่อบูชาพระรัตนตรัยและฟังเทศน์ คนล้านนาถือว่า การจุดผางผะติ๊ดนี้จะทำให้ได้บุญมาก หลังจากนั้นก็จะเริ่มจุดโคมไฟ(โคมลอย) จะทำให้สว่างไสวไปทั่วบริเวณงาน
การลอยโคมมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ โคมที่ปล่อยกลางวัน เรียกว่า ว่าวควัน เป็นโคมกระดาษสีต่างๆ โคมนี้ทำมาจากกระดาษว่าวเป็นรูปคล้ายลูกโป่งหรือบอลลูน เวลาที่ปล่อยให้ลอยไปจะใช้ควันไฟลนให้โคมลอยตัวและลอยขึ้นไปบนฟ้า ส่วนโคมที่ปล่อยในเวลากลางคืน เรียกว่า โคมไฟ หรือว่าวไฟ เป็นโคมที่มีโครงไม้ไผ่เป็นรูปทรงกระบอกกว้าง จะใช้ท่อนไม้พันด้ายเป็นก้อนกลมๆ นำไปชุบน้ำมันยางจนชุ่มแล้วนำมาผูกติดกับโคม เมื่อจุดไฟก็จะทำให้เกิดไอร้อนก็จะทำให้โคมลอยขึ้นไปบนฟ้า ในเวลาค่ำคืนก็จะทำให้เห็นโคมลอยขึ้นอย่างสวยงามคล้ายกับดวงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า ในการปล่อยโคมไฟนี้ ชาวล้านนาเชื่อว่า เป็นการบูชารอยพระพุทธบาท และบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสรวรรค์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น